Home
> Diving Hazard (Thai)
อันตรายจากการดำน้ำและการรักษา
ความงดงามของโลกใต้ทะเลมิใช่สิ่งที่นักท่องเที่ยวจะชื่นชมได้โดยปราศจากอันตราย อาณาจักรใต้ทะเลเป็นที่เร้นลับหวงห้ามที่นักดำน้ำอาชีพเท่านั้นที่มีโอกาสได้เห็นมาเป็นเวลานับร้อยปี ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ อุปกรณ์ดำน้ำได้รับการพัฒนาขึ้นจนกระทั่งคนทั่วไปสามารถฝึกใช้ได้ ทำให้การดำน้ำเพื่อการกีฬาและการท่องเที่ยวเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน จำนวนผู้เจ็บป่วย เสียชีวิต หรือทุพพลภาพจากการดำน้ำก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
สภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำใต้ท้องทะเลมีธรรมชาติแตกต่างจากบนบกที่มนุษย์เราคุ้นเคย เมื่ออยู่ใต้น้ำการทำงานของอวัยวะหลายอย่างของคนเราผิดไปจากปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทรงตัวในสภาพไร้น้ำหนัก การมองเห็น การได้ยินเสียง การเคลื่อนไหวในน้ำซึ่งมีแรงต้านทาน หรือแม้แต่การหายใจซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆเวลาอยู่บนบก ก็กลายเป็นเรื่องยุ่งยากเวลาอยู่ใต้น้ำ และที่สำคัญคือ เวลาเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือผิดพลาดขึ้นแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม นักดำน้ำยังจะต้องเสี่ยงกับการจมน้ำตลอดเวลา
แต่ในบรรดาอันตรายต่างๆที่อาจเกิดจากการดำน้ำนั้น อุปสรรคที่เป็นปัญหามากที่สุดสำหรับการดำน้ำน่าจะได้แก่เรื่องที่เกิดจากความกดดันใต้น้ำนั่นเอง
โดยธรรมชาติในน้ำมีความกดดันสูงกว่าบนบก น้ำยิ่งลึกมากเท่าใดความกดดันก็ยิ่งจะมากขึ้นเท่านั้น ที่ระดับน้ำทะเลมีความกดดัน ๑ บรรยากาศ และทุกๆ ๑๐ เมตรลึกลงไปในน้ำ จะมีความกดดันเพิ่มขึ้น ๑ บรรยากาศ โดยปกติการดำน้ำเพื่อการท่องเที่ยวชมธรรมชาติใต้น้ำ มักจะดำลึกไม่เกิน ๖๐ เมตร ซึ่งมีความดัน ๗ บรรยากาศ แต่การดำน้ำเพื่อทำงานอื่นๆ นักดำน้ำอาชีพ อาจต้องดำลึกกว่านี้มาก
อันตรายประการแรกของความกดดัน คือสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บของอวัยวะในร่างกายที่มีโพรงอากาศ เช่น ที่หูชั้นกลาง ปอด และที่โพรงอากาศบริเวณจมูกหรือไซนัสได้ การบาดเจ็บนี้เกิดขึ้นเนื่องจากขณะดำน้ำร่างกายต้องปรับความกดดันของอากาศในโพรงต่างๆที่มีอยู่นี้ให้เท่ากับความดันของน้ำอยู่ตลอดเวลา โดยในขณะที่ดำลึกลงไป ต้องเพิ่มปริมาณอากาศในโพรงให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดความดันสมดุลย์กับความดันของน้ำรอบตัว และขณะลอดตัวสูงขึ้นสู่ผิวน้ำก็ต้องถ่ายเทอากาศออกจากโพรงอากาศเหล่านี้เพื่อลดความดันลงให้สมดุลย์ หากร่างกายไม่สามารถปรับความดันของอากาศภายในโพรงเหล่านี้ให้เท่ากับภายนอก จะทำให้เกิดการฉีกขาดหรือชอกช้ำของเนื้อเยื่อรอบโพรงอากาศได้ อวัยวะที่เกิดการบาดเจ็บแบบนี้ได้บ่อยที่สุดคือที่โพรงหูชั้นกลาง ทำให้มีอาการปวดหูและอาจทำให้แก้วหูทะลุได้ การบาดเจ็บจากความกดดันที่ไซนัสต่างๆ ทำให้นักดำน้ำมีอาการปวดบริเวณไซนัส และมีเลือดออกมาทางจมูกได้
ในบรรดาการบาดเจ็บที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของความกดดัน ไม่มีชนิดใดจะก่ออันตรายได้รุนแรงและเป็นที่หวาดกลัวของนักดำน้ำได้เท่ากับการฉีกขาดของถุงลมภายในปอด ซึ่งอาจเกิดขึ้นในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินอากาศที่ใช้หายใจหมด และนักดำน้ำต้องลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำโดยเร็ว อากาศที่อยู่ในถุงลมปอดซึ่งขยายปริมาตรขึ้นขณะลอยสู่ผิวน้ำถูกระบายออกทางลมหายใจไม่ทัน ทำให้ถุงลมปอดฉีกขาด เกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อในทรวงอก อากาศบางส่วนอาจหลุดเข้าไปในหลอดเลือดซึ่งมีอยู่ที่ปอดจำนวนมาก แล้วฟองอากาศเหล่านี้ถูกพาไปอุดตัวหลอดเลือดที่อวัยวะอื่นๆ เช่นที่สมอง ทำให้เกิดอาการเหมือนกับโรคเส้นเลือดสมองอุดตันจากสาเหตุอื่นๆได้ บางรายเสียชีวิตโดยทันที่ขณะลอยขึ้นมาถึงผิวน้ำ
ในการดำน้ำโดยใช้ขวดอากาศและอุปกรณ์ช่วยหายใจใต้น้ำ นักดำน้ำต้องหายใจอากาศที่มีความดันสูงกว่า ๑ บรรยากาศ ซึ่งมีผลที่อาจก่อให้เกิดเป็นอันตรายที่สำคัญได้สองประการ ประการแรกคือ ทำให้ก๊าซแต่ละชนิดที่เป็นส่วนผสมของอากาศที่ใช้หายใจออกฤทธิ์ต่อร่างกายมากขึ้น และก๊าซบางอย่างทำให้เกิดอาการผิดปกติได้ เช่น ก๊าซไนโตรเจน ซึ่งมีอยู่ในอากาศทั่วไปเมื่อหายใจบนบกไม่มีผลต่อร่างกาย แต่เมื่อหายใจอากาศในระดับที่มีความลึกมากกว่า ๒๐ เมตร ไนโตรเจนจะทำให้เกิดอาการเมาเหมือนเมาสุรา และที่ระดับลึกมากขึ้นอาการก็จะมากขึ้นตามลำดับจนมีฤทธิ์เหมือนยาสลบ ทำให้สติสัมปชัญญะของนักดำน้ำเสียไป ความจำเลอะเลือนและการตัดสินใจเชื่องช้า ในที่สุดอาจหมดสติได้ โชคดีที่อาการเมาไนโตรเจนเป็นผลที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและเมื่อนักดำน้ำกลับขึ้นสู่ผิวน้ำอาการต่างๆก็จะหายไป ฤทธิ์ของไนโตรเจนเช่นนี้ทำให้การดำน้ำโดยอากาศที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนผสมต้องจำกัดไว้ที่ความลึกไม่เกิน ๖๐ เมตรเท่านั้น
ผลอีกประการหนึ่งของการหายใจอากาศที่มีความดันสูงใต้น้ำคือทำให้ ก๊าซต่างๆสามารถละลายในเนื้อเยื่อทั่วร่างกายได้มากกว่าเวลาอยู่บนบก ยิ่งดำน้ำลึกมากเท่าไรการละลายของก๊าซก็จะดีขึ้นเท่านั้น และเมื่อดำน้ำอยู่เป็นเวลานาน ปริมาณก๊าซที่ละลายอยู่ในร่างกายก็จะมีมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะก๊าซไนโตรเจนซึ่งมีอยู่ในปริมาณมากกว่าก๊าซชนิดอื่นๆในอากาศ จะละลายสะสมอยู่ในร่างกายในปริมาณมาก เมื่อถึงเวลาที่นักดำน้ำขึ้นจากน้ำ ไนโตรเจนที่ละลายอยู่ในร่างกายมากในขณะดำน้ำต้องถูกปล่อยออกมาให้ได้สมดุลย์กับความกดดันที่ลดลงเป็นปกติ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือหากปริมาณไนโตรเจนที่ละลายอยู่ในร่างกายมีมากเพราะดำน้ำลึกเป็นเวลานาน และนักดำน้ำลอยตัวขึ้นเร็ว ไนโตรเจนที่ละลายอยู่จะถูกขับออกที่ปอดไม่ทัน ความดันอากาศที่ลดลงจะทำให้ไนโตรเจนเปลี่ยนสภาพไปเป็นฟองอากาศในขณะที่ยังอยู่ในเลือดและเนื้อเยื่อต่างๆ เกิดเป็นโรคขึ้นเรียกว่า โรคลดความกด (Decompression Sickness หรือ Bend) ขึ้น
อาการของโรค Bend ซึ่งเกิดขึ้นจากฟองอากาศในร่างกายนี้จะเกิดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นการดำน้ำ ส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการภายใน ๑ ชม. หากเป็นน้อยๆ นักดำน้ำอาจจะรู้สึกเพลียหลังการดำน้ำมากกว่าปกติ มีผื่นคันขึ้นตามผิวหนังหรืออาจมีอาการปวดตามข้อต่างๆ และกล้ามเนื้อ ในกรณีที่เป็นรุนแรงและเกิดมีฟองอากาศจำนวนมากในอวัยวะสำคัญๆ เช่น ที่ปอด จะเกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก มีเสมหะปนเลือด หากมีฟองอากาศที่สมองหรือไขสันหลัง จะทำให้เป็นอัมพาตหรือบางครั้งถึงกับชัก หมดสติ เสียชีวิตได้
หลักการรักษาโรค Bend ต้องอาศัยวิธีแบบหนามยอกหนามบ่ง กล่าวคือเมื่อเกิดมีฟองอากาศในร่างกายขึ้นจากการที่ความกดดันรอบตัวนักดำน้ำลดลง แพทย์ก็กำจัดฟองอากาศเหล่านี้ให้หมดไปโดยเพิ่มความกดดันให้สูงขึ้น เพื่อทำให้ฟองอากาศกลับละลายเข้าไปในเนื้อเยื่อและเลือดใหม่ อาการที่ผิดปกติต่างๆก็จะหายไป หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ลดความดันลงช้าๆ ปล่อยให้อากาศที่ยังคงละลายอยู่ออกจากร่างกายทีละน้อยทางลมหายใจโดยไม่เกิดเป็นฟองอากาศขึ้นมาอีก วิธีการรักษาโรคแบบนี้เรียกตามภาษานักดำน้ำว่ารักษาโดยการทำ Recompression Therapy คือการบำบัดโดยวิธีให้นักดำน้ำที่ป่วยกลับเข้าไปอยู่ภายใต้ความกดดันใหม่
การรักษาโดยวิธีเพิ่มความกดดันนี้แพทย์จะให้ผู้ป่วยเข้าไปอยู่ใน อุปกรณ์พิเศษที่เรียกว่า Recompression chamber มีลักษณะคล้ายถังบรรจุก๊าซที่มีอยู่ตามปั๊มน้ำมัน แต่ได้รับการออกแบบก่อสร้างให้แข็งแรง ปลอดภัยเป็นพิเศษ สำหรับให้คนเข้าไปอยู่ภายในได้ มีประตู หน้าต่างและอุปกรณ์อื่นๆที่จำเป็น สำหรับการรักษาพร้อม เมื่อเริ่มให้การรักษาแพทย์จะอัดอากาศเข้าไปเพื่อเพิ่มความกดดันภายในห้องให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ความดันที่ใช้ในการรักษาจะอยู่ในระหว่าง ๓ ถึง ๖ บรรยากาศ หากการรักษาได้ผลผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นทันที หลังจากนั้นแพทย์จะค่อยๆลดความกดดันภายในห้องลงช้าๆ จนเท่ากับความดันภายนอกห้อง ระยะเวลาในการรักษาด้วยวิธีนี้ ส่วนใหญ่จะกินเวลาประมาณไม่เกิน ๖ ชั่วโมง แต่ในบางกรณีจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษานานถึง ๓๘ ชั่วโมงก็มี ระหว่างเวลาดังกล่าวนี้ ผู้ป่วยก็จำเป็นที่จะต้องกินอยู่ตลอดจนขับถ่ายภายในห้องปรับความดันนี้ด้วย
ในปัจจุบันอุปกรณ์ Recompression Chamber ซึ่งจำเป็นสำหรับใช้รักษาโรคลดความกด มีอยู่เพียง ๒ แห่ง ที่กองเวชศาสตร์ใต้น้ำและการบิน กรมแพทย์ทหารเรือ กทม. และ ที่ รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรีเท่านั้น และหน่วยงานที้งสองได้รับให้การรักษาโรคใต้น้ำให้แก่ทหารและพลเรือนมาเป็นเวลานานแล้ว จากการศึกษาผลของการรักษาโรคลดความกดที่หน่วยงานทั้งสองนี้ พบว่าการรักษาจะได้ผลดีเฉพะากรณีที่สามารถนำผู้ป่วยมาเข้าห้องปรับบรรยกาศเพื่อเพิ่มความกดดันได้ภายในเวลาที่รวดเร็ว และหากสามารถเริ่มการรักษาได้ภายในเวลาไม่เกิน ๖ ชั่วโมง จะได้ผลดีมาก อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าเสียใจที่ผู้ป่วยที่เดินทางมารับการรักษามักไม่สามารถเดินทางมาถึงภายในเวลาดังกล่าวได้ทำให้หลายๆรายต้องเสียชีวิต และบางคนยังคงมีความพิการหลงเหลืออยู่
Contact us at:
vedainfo@badalveda.com
Underwater and Hyperbaric Medicine Society
Diving Alert Network
Diving Medicine Online